วันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

Blogger  My  friend

แอม เกศินี
แจง ประภัสสร
เตย ณัฐณิชา
แอม อมรรัตน์
วิ วิภาพร
นุ๊ก รัฐพงษ์
ประวัติส่วนตัว

ชื่อ          นางสาว อนงค์ทิพย์  มานะสิน

ชื่อเล่น    ใบเตย

วันเกิด      24 มกราคม พ.ศ. 2541

อายุ         16 ปี

ที่อยู่         164/1 หมู่ 4 ต. ประสาทสิทธิ์ อ. ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี


การศึกษา  กำลังศึกษาอยู่ที่ ร.ร. ประสาทรัฐประชากิจ

วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557





รู้จักมัลดีฟส์
      สาธารณรัฐมัลดีฟส์  (Republic of  Maldives) เป็นชาติอิสลามเล็กๆ ในมหาสมุทรอินเดีย เป็นประเทศเอกราชที่มีประวัติศาสตร์  วัฒนธรรม และภาษา เป็นของตนเองมานานนับศตวรรษ เอกลักษณ์โดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของมัลดีฟส์คือลักษณะทางภูมิศาสตร์พื้นที่ ประเทศ 99% เป็นพื้นน้ำ  ส่วนที่เหลือคือเกาะปะการังขนาดเล็กที่สูงไล่เลี่ยระดับน้ำทะเลประมาณ 1,190 เกาะ เรียงตัวกันเป็นวง ๆ ลักษณะคล้ายวงแหวน ใหญ่บ้างเล็กบ้าง ล้อมน้ำทะเลไว้ภายใน

 เนื่องจากที่ตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร  ธรรมชาติเป็นแบบเขตร้อนชื้น รัฐบาลและประชาชนใส่ใจในการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างมาก  มัลดีฟส์จึงมีทิวทัศน์งดงาม  ทั้งทัศนียภาพบนบก  ฟ้าใสกระจ่าง พุ่มไม้เขียวชอุ่ม  ดอกไม้สีจัดจ้าน และในทะเลที่อุดมไปด้วยฝูงปลานานาชนิด  เต่าหลากพันธุ์  ปะการังและดอกไม้ทะเลสีสันสดใส



        ชาวมัลดีฟส์ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตกลมกลืนไปกับธรรมชาติ ประกอบอาชีพประมงและค้าขายตามอย่างบรรพบุรุษ และเคร่งศาสนา  บรรยากาศทั่วไปสงบร่มรื่น ยกเว้นในมาเล่ เมืองหลวงของประเทศที่ดูจะคึกคักตามแบบเมืองใหญ่ทั่วไป ส่วนตามนอกเกาะออกไป บางเกาะเป็นที่อยู่อาศัยของชาวพื้นเมือง บางเกาะเป็นที่ตั้งรีสอร์ตส่วนตัวสำหรับนักท่องเที่ยว

สัญลักษณ์ของชาติ





    ตราประจำสาธารณรัฐมัลดีฟส์ เป็นรูปต้นมะพร้าว จันทร์เสี้ยว ดาว ธงชาติ 2 ผืน  พร้อมตัวอักษรจากรึกชื่อประเทศ 

ธงชาติสาธารณรัฐมัลดีฟส์  ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีเขียวขลิบแดง  มีรูปจันทร์เสี้ยวตรงกลาง



ต้นไม้ประจำชาติ ต้นมะพร้าว

ดอกไม้ประจำชาติ  กุหลาบสีชมพู

ประชากร
     มัลดีฟส์มีประชากรราว 394,451 คนใน 4ของจำนวนประชากรอาศัยอยู่ในมาเล่ชาวมัลดีฟส์เรียกเผ่าพันธุ์ของตนว่า ดิเวฮิน  (Dhivehin)  สืบเชื้อสายจากการแต่งงานข้ามเชื้อชาติ  ระหว่างอารยันจากตะวันออกกลาง นีกรอยด์จากแอฟริกา ดราวิเดียนและสิงหลจากอินเดียตอนใต้และศรีลังกาชาวมัลดีฟส์มักแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อยแม้ทางการจะรณรงค์เรื่องการวางแผนครอบครัวแต่ชนพื้นเมืองยังนิยมการมีครอบครัวใหญ่   ประเทศเคยถูกปกครองด้วยระบบสุลต่าน แม้ว่าปัจจุบันจะปกครองด้วยระบอบสาธารณรัฐ  ที่ถือเอาธุรกิจและความร่ำรวยเป็นเครื่องชี้ฐานะ แต่การแบ่งชนชั้นทางสังคมยังคงมีอยู่  เพียงแต่ไม่รุนแรงเหมือนสังคมอินเดีย  สมัยก่อนถือว่าเชื้อพระวงศ์ คือ ชนชั้นเจ้านาย  ข้าราชสำนักและข้าราชการคือบุคคลชั้นสูง   นอกนั้นคือชาวบ้านทั่วไป  ปัจจุบันผู้ที่สืบเชื้อสายในตระกูลชั้นสูงเรียกกันว่า  เบฟาลู  มักอยู่ในตระกูลมานิก(Manik) หรือดีดี้ (Didi) ตรงกันข้ามกับชนชั้นต่ำสุดคือ  กิราห์วารู  สืบเชื้อสายจากชาวอินเดียใต้ที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในดินแดนนี้เป็นรุ่นแรก ๆ เป็นชนเผ่าดั้งเดิมซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงชุมชนเล็ก ๆ อาศัยอยู่ในมาเล่
          อุปนิสัยของชาวมัลดีฟส์โดยทั่วไปเป็นคนหนักเบาเอาสู้ ไม่รีบร้อนทะเยอทะยาน  สนุกสนาน ขี้เล่น  แต่สุภาพเรียบร้อย  เคารพในระบบอาวุโส เช่นเดียวกับคนไทย  หมู่บ้านประมงห่างไกลรีสอร์ตท่องเที่ยว  แทบจะไม่มีประสบการณ์การติดต่อกับชาวต่างประเทศ  ชาวบ้านบนเกาะบางแห่งอาจแสดงอาการเขินอายเมื่อแรกเจอชาวต่างชาติ จะมองดูอย่างอยากรู้อยากเห็นอยู่ไกล ๆ ต่อเมื่อหัวหน้าเกาะยกน้ำมะพร้าวและของว่างมาต้อนรับแขกทุกคนจะได้รับไมตรีที่หยิบยื่นให้อย่างเต็มใจ
   ชาวมัลดีฟส์ทั่วไปมีวิถีชีวิตเรียบง่ายอยู่กับธรรมชาติ เยาวชนอาจจากเกาะไปเรียนหนังสือหรือทำงาน ชายหนู่มอาจจากไปเพื่อจับปลาหรือค้าขายแต่คนส่วนใหญ่จะไม่จากเกาะไปถ้าไม่มีเหตุผลหรือนัดหมายที่สำคัญ
     การจับปลาเป็นกิจกรรมหลักในการดำรงชีพ มีนำไปจำหน่ายบนเกาะใหญ่ใกล้ ๆ เคียงบ้างถ้าจำเป็น การไปสุเหร่าคือภารกิจสำคัญทางศาสนาโดยเฉพาะเกาะเล็ก ๆ อาจเป็นภารกิจสำคัญทางวัฒนธรรมและสังคมของหมู่บ้านทีเดียว
ภาษา
     ในสมัยโบราณ ชาวมัลดีฟส์พูดภาษาดีลู (Elu) ซึ่งมาจากภาษาสิงหลโบราณ ต่อมาพัฒนาเป็นดิเวฮิ (Dhivehi) ซึ่งเป็นภาษาทางราชการในปัจจุบันเป็นภาษาที่ยังคงเค้าโครงภาษาสิงหลของศรีลังกาผสมผสานคำจากภาษาอารบิก  ฮินดี และอังกฤษ  เช่นเดียวกับภาษาในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่ ตัวอักษรเรียกว่า  ทานะ (Thaana) ซึ่งวีระบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศ  ธากูรูฟานูเป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้นเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยปรับเปลี่ยนจากภาษาเขียนแบบเดิมที่เรียกว่า ดิเวสอกูรู (Dhives  Akuru) ทานะมีพยัญชนะทั้งหมด 24 ตัว ลักษณะคล้ายอักษรชวเลข มีสระกำกับเสียงทั้งด้านบนและล่าง เขียนจากขวาไปซ้ายและอ่านจากปกหลังไปปกหน้าตามแบบภาษาอารบิก
ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 ทางการพยายามส่งเสริมการศึกษาอย่างกว้างขวาง  เกิดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษมากขึ้น  ชาวมัลดีฟส์ในเมืองมาเล่  เมืองท่องเที่ยว  รีสอร์ตต่าง ๆ และที่เกาะทางตอนใต้ซึ่งเคยเป็นฐานทัพอากาศของอังกฤษสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดี
  
กีฬา
     ชาวมัลดีฟส์เป็นทั้งนักเล่นและผู้ชื่นชอบ ฟุตบอล นักว่ายและดำน้ำโดยกำเนิด นักสู้ยิบตาในเกมเทนนิส  คริกเค็ต และแบดมินตัน  เยาวชน ได้รับการส่งเสริมด้านพัฒนาการทางร่างกายควบคู่กับสติปัญญาและศีลธรรม  เมื่อประเทศกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว  มีกีฬาทางน้ำเพิ่มขึ้นแพร่หลาย  เช่น  ตกปลา  พายเรือ  วินด์เชิร์ฟ  สกีน้ำ ฯลฯ

ประวัติศาสตร์
   นักโบราณคดีเชื่อว่ามัลดีฟส์นั้นเป็นที่รู้จักแพร่หลายและกลายเป็นชุมชนทางการค้าทางทะเลที่สำคัญของแหล่งอารยธรรมโบราณหลายแห่งตั้งแต่ 2000 ปีก่อนคริสตกาล
แดนพุทธศาสนา
  ประมาณ500ปีก่อนคริสตกาล เผ่าเรดิน (Redin) ที่บูชาพระอาทิตย์ อาจอพยพออกไปหรือไม่ก็ถูกกลืนโดยชนอารยันที่นับถือศาสนาพุทธซึ่งอพยพมาจากศรีลังกา และชาวฮินดูจากอินเดียตะวันตกเฉียงใต้ มีบันทึกของนักเดินทางมายังมัลดีฟส์รุ่นแรก ๆ ว่า ได้พบเห็นการปฏิบัติบูชาทางพุทธศาสนาทั่วไป ประกอบกับการขุดค้นพบซากโบราณสถานทางตอนใต้รูปร่างคล้ายโดม เรียกว่า หะวิททัส (Hawittas) ลักษณะเดียวกับเจดีย์ที่พบในศรีลังกา  นักประวัติศาสตร์ให้ความเห็นว่ามัลดีฟส์น่าจะเป็นดินแดนพุทธศาสนามาก่อน

เปลี่ยนเป็นชาติอิสลามใช้ระบอบสุลต่าน
  ประมาณปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1 บรรดาพ่อค้าชาวอาหรับและเปอร์เซียที่เดินทางค้าขายไปยังตะวันออกไกลมักจะแวะพักที่มัลดีฟส์ พวกเขาขนานนามหมู่เกาะสวยงามกลางทะเลแห่งนี้ว่า  ดิบาจัต แปลว่า เกาะแห่งสมบัติ”   เพราะเป็นแหล่งรวมของสินค้าชั้นดีอย่างไข่มุก  มะพร้าว  เครื่องเทศ ปลาแห้ง  โดยเฉพาะหอยเบี้ย  เงินตรา สากลที่ใช้แทนเงินสดในประเทศต่าง ๆ ตั้งแต่แอฟริกาถึงจีนมาถึงศตวรรษที่  16  ชาวอาหรับเหล่านี้นำโดยอะบู  บารากัต  บูซุฟ  อัล บาร์บารี  ชาวแอฟริกัน-อาหรับเหนือ  บริจาคเงินจำนวนมากเพื่อเปลี่ยนมัลดีฟส์เป็นประเทศอิสลาม  จนสำเร็จเมื่อปี ค.. 1153  ระบอบกษัตริย์ถูกยกเลิกหันมาใช้ระบอบสุลต่าน  มีอะบู  บารากัต ฯ แห่งราชวงศ์  มาเล่เป็นสุลต่านองค์แรก


การตั้งสาธารณรัฐ
      ปี ค..1948  หลังจากศรีลังกาได้รับเอกราชจากอังกฤษ  มัลดีฟส์ได้ทำสนธิสัญญาป้องกันดินแดนฉบับใหม่กับอังกฤษ  มอบหมายให้ฝ่ายหลังควบคุมกิจการเกี่ยวกับต่างประเทศของทั้งหมู่เกาะแต่ไม่มีสิทธิยุ่งเกี่ยวกับการบริหารภายใน  เพื่อเป็นการตอบแทน  มัลดีฟส์ยินดีอำนวยความสะดวกเรื่องการจัดตั้งฐานทัพอีกแห่งหนึ่งในมหาสมุทรอินเดียอังกฤษ  ต่อมาปี ค..1953  มัลดีฟส์ยกเลิกระบอบสุลต่านหันมาใช้ระบบสาธารณรัฐมีโมฮัมเหม็ดอมิน ดีดี้ เป็นประธานาธิบดีคนแรก  แต่เป็นได้ไม่ครบปีก็ถูกยึดอำนาจ และมีการประกาศใช้ระบอบการปกครองแบบสุลต่านอีกครั้ง โดยโมฮัมเหม็ด ฟาริต ดีดี้ (Mohammed  Farid  Didi) ได้รับแต่งตั้งเป็นสุลต่านองค์ที่ 94 
     อังกฤษทำสัญญาเช่าพื้นที่บนเกาะกานและเกาะใกล้เคียงในหมู่เกาะอัดดูทางตอนใต้สุดอย่างไม่เป็นทางการ  เพื่อสร้างฐานทัพอากาศเสียเคาเช่าปีละ 2,000 ปอนด์ เป็นเวลา 100 ปี  เริ่มดำเนินการในปี ค.. 1956 มีการจ้างแรงงานพื้นเมืองเป็นจำนวนมาก  แต่ในปี ค..1957  ทันทีอิบราฮิม  นาซีร์ (Ibrahim  Nasir)  ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรี  เขาก็ทำการสั่งให้ทบทวนรายละเอียดเรื่องระยะเวลาและค่าเช่าใหม่  โดยให้ลดระยะเวลาลงแต่ค่าเช่าสูงขึ้น  อังกฤษไม่พอใจจึงตอบโต้ด้วยการเลิกจ้างแรงงานพื้นเมือง  ชาวหมู่เกาะอัดดูและฮูวาดู  ที่เสียผลประโยชน์ต่างไม่พอต่างไม่พอใจรุนแรง  ถึงขนาดประกาศแยกดินแดน และเลือกอับดุลลาห์  อฟิฟดีดี้  (Abdullah  Afif  Didi)  เป็นประธานาธิบดีจนรัฐบาลมัลดีฟส์ต้องส่งกองกำลังมากวาดล้าง หลังจากนั้นก็สามารถทำสัญญาเช่าใหม่กับอังกฤษได้สำเร็จ  โดยลดระยะเวลาลงได้เหลือ 30 ปี และได้ส่งค่าเช่าเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 100,000 ปอนด์ พร้อมงบพัฒนาโครงการพิเศษมูลค่า 750,000 ปอนด์
ปี ค..1965  อังกฤษทำการประกาศยอมรับอธิปไตย  และยกเลิกภาระความรับผิดชอบใด ๆ ที่เคยมีต่อสาธารณรัฐมัลดีฟส์  เป็นผลให้มัลดีฟส์มีอิสระโดยสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม ค..1965  เป็นต้นมา  ภายหลังได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในองค์การสหประชาชาติ
ปี ค..1968  มีการลงประชามติให้ยกเลิกระบอบสุลต่านกลับมาใช้ระบอบสาธารณรัฐอีกครั้ง  นาซีร์ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี  ปี ค.ศ.1972  มัลดีฟส์ได้เปิดศรีลังกัน (Sri Lankan  Market) ตลาดปลาแห้งส่งออกขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ เริ่มบริการรีสอร์ตที่สะดวกสบายแก่นักท่องเที่ยว เงินทองเริ่มหลั่งไหลเข้าประเทศ  แต่ผลประโยชน์ตกอยู่กับบุคคลเพียงกลุ่มเดียว  ดังนั้นเพียง 6 ปี ถัดมา ประชาชนจึงก่อจราจล  จนนาซีร์ต้องบินหนีออกนอกประเทศ  พร้อมกับข่าวลืมว่าขนเงินคงคลังคิดตัวไปด้วย 4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  

ยุคปัจจุบัน
       เมื่อนาซีร์ไปแล้ว  อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยและทูตประจำสหประชาชาติ  เมามูน อับดูลกายูม (Maumoon  Abdul  Gayoom)  ก็ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน พร้อมกับดำเนินการกวาดล้างและยึดทรัพย์พรรพวกของประธานาธิบดีคนเก่าทันที  การปราบปรามและควบคุมฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยเป็นไปอย่างเข้มงวด  ใช้นโยบายที่แข็งกร้าว  แต่มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมและพัฒนาประเทศในทุกทาง ทั้งทางด้านการศึกษา  ระบบสาธารณูปโภค  เศรษฐกิจ  และอุตสาหกรรม  โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว  เพื่อทำให้ประเทศเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ  เมื่อเป็นหนึ่งในผู้ริเรื่มจัดตั้งองค์การเพื่อความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียใต้ (SAARC)  กายูม  กลายเป็นผู้นำที่มีอิทธิพลสูงสุดกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ  ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสาธารณรัฐมัลดีฟส์ตั้งแต่ ปี ค..1978  จนถึงปัจจุบัน


ภูมิประเทศ

    สาธารณรัฐมัลดีฟส์เป็นประเทศหมู่เกาะตั้งอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย  บริเวณเส้นศูนย์สูตรห่างจากปลายแหลมตอนใต้ของประเทศอินเดียไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 600 กิโลเมตร  มีลักษณะที่โดดเด่นกว่าประเทศหมู่เกาะอื่นคือมีเกาะขนาดต่าง ๆ เรียงตัวกันเป็นรูปวงแหวนค่อนข้างรีล้อมรอบพื้นน้ำ  ทำให้เกิดทะเลสาบหรือทะเลในที่มีช่องทางให้กระแสน้ำไหลเข้าออกได้เกาะที่เรียงตัวกันเป็นรูปวงแหวนโดยธรรมชาตินี้มีศัพท์เรียกเฉพาะว่า อะทอลล์ (Atoll)  มาจากคำพื้นเมืองว่า อะโทลู (Atolu)มัลดีฟส์มีอะทอลล์ทั้งหมด 26หมู่  เรียงจากเหนือไปใต้  ความยาวรวม 823 กิโลเมตร  กว้าง130กิโลเมตรพื้นที่115,300ตารางกิโลเมตรแต่เป็นส่วนพื้นดินเพียง 0.331% หรือ 298  ตารางกิโลเมตร  ที่เหลือ 99% คือพื้นน้ำ



ระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม

     ดินบนเกาะมัลดีฟส์ส่วนใหญ่เป็นดินทรายไม่ค่อยสมบูรณ์  มีต้นไม้ขึ้นประปราย  ยกเว้นบางเกาะที่มีผืนดินสมบูรณ์พอทำการปลูกพืชเพื่อการบริโภคได้จึงจะดูเขียวชอุ่ม  พันธุ์ไม้ที่พบเห็นทั่วไป  ได้แก่  โรงกาง  ลำเจียก  สาเก  ต้นโพธิ์  ไผ่  มะพร้าว  กล้วย  ทานตะวัน ชบา  ส่วนพืชที่เพาะปลูกเพื่อบริโภค  ได้แก่ มันฝรั่งหวาน  มันเทศ  เผือก  ธัญพืชอย่างมิลเลต  ลูกเดือย  และแตงโม  ที่เกาะฟัวมูลาคูทางตอนใต้มีผืนดินสมบูรณ์

ท้องทะเลมัลดีฟส์ขึ้นชื่อเรื่องความใสสะอาดและความหลากหลายทางด้านชีวภาพมีสัตว์และพืชน้ำนับพันชนิดเฉพาะปลาในมหาสมุทรอินเดียมีอยู่กว่า 700 พันธุ์  แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท  คือ ปลาตามแนวปะการัง  อาศัยอยู่ในทะเลในและตามแนวปะการังรอบหมู่เกาะ  และปลาทะเลลึก  ซึ่งปกติอาศัยอยู่ในทะเลเปิด แต่บางครั้งก็ว่ายเข้ามาใกล้หมู่เกาะตามกระแสน้ำ  หรือมาเพื่อหาอาหาร เช่น วาฬ  ฉลาม ปลาสกิบแจ็ค  ปลาทูน่า  มัลดีฟส์เป็นหมู่เกาะโขดหินปะการัง  จึงมีปะการังอยู่มากมายหลายชนิด  ทั้งปะการังแข็งที่เรารู้จักกันดี   เช่น ปะการังเขากวาง  ปะการังมันสมอง  ปะการังอ่อน 
ศิลปวัฒนธรรม
                มัลดีฟส์เป็นเกาะแห่งชนชาวเรือ ตั้งอยู่ระหว่างเส้นทางเดินเรือสำคัญมาแต่โบราณ  จึงรับอิทธิพลวัฒนธรรมจากชาติต่าง ๆ เอาไว้ไม่น้อย  ทั้งแอฟริกาตะวันออก  อินเดียใต้  ศรีลังกา อาหรับ แม้กระทั่งมาเลเซียและอินโดนีเซีย  อิทธิพลจากวัฒนธรรมต่างชาติยงมีหลงเหลืออยู่ในการร้องรำทำเพลงในปัจจุบัน
                กาลเวลาผ่านไปนับร้อย ๆ ปี ผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม สังคม  และที่สำคัญที่สุดคือศาสนาผสมผสานกันจนเกิดเป็นวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบ ดิเวฮิหรือแบบมัลดีฟส์  ซึ่งแม้จะเป็นการใช้ชีวิตท่ามกลางความสมัยใหม่มีแฟชั่นตะวันตก  มีเพลงป๊อป เพลงแร๊บ หรือ ภาพยนตร์ภาษาฮินดีจากอินเดีย  แต่ถ้าหากเป็นงานของชาติ งานของชุมชน  หรืองานของศาสนาแล้วนั้น ทุกอย่างต้องเป็นแบบมัลดีฟส์เท่านั้น

เป็นการร้องรำทำเพลงที่พบเห็นในมัลดีส์มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 ลักษณะคล้ายการเต้นรำของชาวแอฟริกาตะวันออก คำว่า โบดู เบรู แปลว่า กลองใหญ่ ซึ่งคงตะมาจากลักษณะเด่นของการแสดงชุดนี้ที่ใช้กลอง 4-6 ใบตีให้ทำนอง  การร้องเพลงมีเนื้อหาเกี่ยวกับ ความกล้าหาญ  ความรัก และการเยาะเย้ยเสียดสี  บางช่วงอาจะเป็นการเปล่งเสียงให้เข้าทำนองโดยไม่มีความหมาย เพลงจะเริ่มจากจังหวะเนิบช้าแล้วการะชั้นขึ้นเรื่อย ๆ ใช้ผู้แสดงประมาณ 15 คน สมัยก่อนโบดู เบรูเป็นการแสดงพื้นบ้านทั่วไป  ปัจจุบันมีแสดงเฉพาะบนเวทีและตามงานพิธีฉลองต่าง ๆ นักดนตรีสมัยใหม่ยังนำเอาทำนองโบดู เบรู มาดัดแปลงเป็นเพลงร่วมสมัย  เพิ่งการบรรเลงเดี่ยวกลอง  และใส่เนื้อร้องเป็นภาษดิเวฮิที่มีความหมายลงไปด้วย

สถาปัตกรรม
                บ้านเรือนในเมืองของชาวมัลดีฟส์เป็นแบบเรียบง่าย  มีแผนผังชัดเจน  ถนนกว้างตัดกันเป็นตารางรุสี่เหลี่ยมผืนผ้า  ตัวบ้านก่อด้วยคอนกรีตบล็อกหรือหินปะการังกับปูนขาว  ด้านที่ติดถนนกั้นกำแพงยาว  บางหลังมีลานที่มีกำแพงล้อมรอบ คล้ายกับห้องเอาท์ดอร์อยู่ด้านหน้า  ตั้งชิงช้าอันห์ลิและโจลิไว้นั่งพักผ่อน ยามอากาศร้อน  ลานบ้านด้านหลังเป็นส่วนตัวมากกว่า มีกิฟิลิหรือห้องน้ำกลางแจ้งด้วยกำแพงบ้านบริเวณสี่แยกทุกแห่งตัดเว้าเป็นรูปครึ่งวงกลมเพื่อสะดวกในการเลี้ยวรถและทำให้เส้นสายถนนดู บ้านเรือนตามเกาะต่าง ๆ ปลูกลักษณะคล้ายกระท่อม   ฝาไม้ขัดแตะ  หลังคามุงจาก  มีห้องน้ำกลางแจ้งอยู่ที่ลานหลังบ้าน  รั้วเป็นแนวต้นไม้เตี้ย ๆ
สุเหร่า โดยทั่วไปก่อสร้างแบบธรรมดา  ไม่มีการตกแต่งมากนัก ยกเว้นสุเหร่าเก่าแก่จึงจะมีไม้แกะสลักประดับอยู่ภายใน  และหินแกะสลักหลุมฝังศพประดับภายนอก

สถานที่ท่องเที่ยว

1.เกาะมาเล่    
             มัลดีฟส์ ไม่ได้มีแค่สถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลเท่านั้น เพราะในเมืองหลวงของมัลดีฟส์ อย่าง กรุงมาเล ซึ่งตั้งอยู่บ เกาะมาเลในหมู่เกาะคาฟุ  ก็มีสิ่งที่น่าสนใจมาก เมืองหลวงขนาดเล็กที่สุดในโลก” ด้วยพื้นที่เพียงแค่ 5.8 ตารางกิโลเมตรเช่นกัน โดยมันเป็นบ้านของประชากรกว่า 1 แสนคน และอยู่ในเกาะมาเล ทางตอนใต้ของหมู่เกาะคาฟุ ซึ่งเหตุผลที่มีพื้นที่เล็กขนาดนี้ก็เป็นเพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นหมู่เกาะจึงไม่มากพอจะจัดสรรเป็นเมืองใหญ่ได้นั่นเอง และนั่นก็ทำให้ประชากรในเมืองนี้ค่อนข้างจะแออัดอยู่สักหน่อย แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการคมนาคมของประเทศ  
                           
  
                                     
 2.ศูนย์กลางศาสนาอิสลามและสุเหร่าประจำชาติ
    สุเหร่ายอดโดมสีทองสูงเด่น สร้างขึ้นด้วยความช่วยเหลือของสหพันธรัฐแห่งอ่าวเปอร์เซีย ปากีสถาน บรูไน  และมาเลเซีย    ภายในโอ่อ่าด้วยห้องโถงกว้างจุคนได้ถึง 5,000 คน  ฉากและประตูงดงามด้วยไม้แกะสลัก  พรมทอลวดลายพิเศษพร้อมด้วยโคมไฟแก้ว  หอคอยสูงใช้ประกาศเรียกเวลาสวดมนต์ตกแต่งเป็นลวดลายซิกแซก   ศูนย์กลางศาสนาอิสลามประกอบด้วยห้องประชุมขนาดใหญ่ ห้องสมุด  และห้องเรียน   สุเหร่าเปิดให้เข้าชมเวลา 09.00-17.00 ผู้เข้าชมต้องแต่งกายสุภาพ  ผู้ชายสวมกางเกงขายาว ผู้หญิงสวมกระโปรงหรือชุดยาวกรอมเท้า บ่าและแขนมีผ้าปกปิดมิด


 3.เอสเจฮิแกลเลอรี่ (Esjehi Gallery) 
ที่ตั้งแกลเลอรี่เอสเจฮิถือได้ว่าเป็นตึกเก่าแก่ที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในมา เล่ สร้างขึ้นตั้งแต่ราวปี ค.ศ. 1870 เดิมเป็นบ้านขุนนาง ปัจจุบันถูกใช้เป็นที่แสดงงานศิลปะ ทั้งศิลปะร่วมสมัยและศิลปะพื้นเมืองของมัลดีฟส์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนน Medhuziyaaraiy Mag


4.มัสยิดฮูคูรุ Hukuru Miskiiy (Old Friday Mosque)  
 เป็น มัสยิดเก่าแก่ที่สุดในมัลดีฟส์ สร้างขึ้นราวปี 1656 ลักษณะภายนอกของมัสยิดไม่โดดเด่นเท่าไหร่นัก แต่ผนังด้านในสร้างขึ้นจากซากปะการังและแกะสลักลวดลายแบบอิสลาม มีความสวยงามมาก ผนัง กรอบประตู และกรอบหน้าต่างของมัสยิดสร้างขึ้นจากไม้ชนิดต่างๆ แตกต่างกัน นอกจากนี้ภายในยังประดับตกแต่งด้วยเครื่องไม้ลงแล็กเกอร์ มัสยิดแห่งนี้เป็นที่ฝังพระศพของอดีตสุลต่าน



5.พิพิธภัณฑ์แห่งชาติมัลดีฟส์ (National Museum)   
  พิพิธภัณฑ์แห่งชาติมัลดีฟส์จัดแสดงศิลปวัตถุโบราณวัตถุที่สำคัญ อาทิ ส่วนใหญ่จะเป็นของใช้ส่วนพระองค์ ของอดีตสุลต่าน ทั้งเครื่องประดับและอาภรณ์ของพระราชาและพระราชินี อาวุธ งานปักผ้าฝีมือชาวมัลดีเวียน ภาพถ่ายบุคคลสำคัญ และอีกหลายสิ่งที่สะท้อนวิถีชีวิตของชาวมัลดีฟส์ในสมัยก่อน 

6.มูลีอาเก (Mulee-aage)  
    เป็นอาคารที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมยุคใหม่และสถาปัตยกรรมแบบอิสลามได้อย่างสวยงาม ซึ่งแต่ก่อนนั้นเป็นวังเก่าของสุลต่าน สร้างขึ้นโดยสุลต่าน Shamsudheen III ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อสงครามโลกครั้งที่ 1 หลังจากมัลดีฟส์ล้มเลิกระบบสุลต่าน ที่นี่กลายเป็นที่พำนักของประธานาธิจนกระทั่งที่พำนักแห่งใหม่สร้างแล้วเสร็จ โดยมีการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Presidential Palace