วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557





รู้จักมัลดีฟส์
      สาธารณรัฐมัลดีฟส์  (Republic of  Maldives) เป็นชาติอิสลามเล็กๆ ในมหาสมุทรอินเดีย เป็นประเทศเอกราชที่มีประวัติศาสตร์  วัฒนธรรม และภาษา เป็นของตนเองมานานนับศตวรรษ เอกลักษณ์โดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของมัลดีฟส์คือลักษณะทางภูมิศาสตร์พื้นที่ ประเทศ 99% เป็นพื้นน้ำ  ส่วนที่เหลือคือเกาะปะการังขนาดเล็กที่สูงไล่เลี่ยระดับน้ำทะเลประมาณ 1,190 เกาะ เรียงตัวกันเป็นวง ๆ ลักษณะคล้ายวงแหวน ใหญ่บ้างเล็กบ้าง ล้อมน้ำทะเลไว้ภายใน

 เนื่องจากที่ตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร  ธรรมชาติเป็นแบบเขตร้อนชื้น รัฐบาลและประชาชนใส่ใจในการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างมาก  มัลดีฟส์จึงมีทิวทัศน์งดงาม  ทั้งทัศนียภาพบนบก  ฟ้าใสกระจ่าง พุ่มไม้เขียวชอุ่ม  ดอกไม้สีจัดจ้าน และในทะเลที่อุดมไปด้วยฝูงปลานานาชนิด  เต่าหลากพันธุ์  ปะการังและดอกไม้ทะเลสีสันสดใส



        ชาวมัลดีฟส์ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตกลมกลืนไปกับธรรมชาติ ประกอบอาชีพประมงและค้าขายตามอย่างบรรพบุรุษ และเคร่งศาสนา  บรรยากาศทั่วไปสงบร่มรื่น ยกเว้นในมาเล่ เมืองหลวงของประเทศที่ดูจะคึกคักตามแบบเมืองใหญ่ทั่วไป ส่วนตามนอกเกาะออกไป บางเกาะเป็นที่อยู่อาศัยของชาวพื้นเมือง บางเกาะเป็นที่ตั้งรีสอร์ตส่วนตัวสำหรับนักท่องเที่ยว

สัญลักษณ์ของชาติ





    ตราประจำสาธารณรัฐมัลดีฟส์ เป็นรูปต้นมะพร้าว จันทร์เสี้ยว ดาว ธงชาติ 2 ผืน  พร้อมตัวอักษรจากรึกชื่อประเทศ 

ธงชาติสาธารณรัฐมัลดีฟส์  ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีเขียวขลิบแดง  มีรูปจันทร์เสี้ยวตรงกลาง



ต้นไม้ประจำชาติ ต้นมะพร้าว

ดอกไม้ประจำชาติ  กุหลาบสีชมพู

ประชากร
     มัลดีฟส์มีประชากรราว 394,451 คนใน 4ของจำนวนประชากรอาศัยอยู่ในมาเล่ชาวมัลดีฟส์เรียกเผ่าพันธุ์ของตนว่า ดิเวฮิน  (Dhivehin)  สืบเชื้อสายจากการแต่งงานข้ามเชื้อชาติ  ระหว่างอารยันจากตะวันออกกลาง นีกรอยด์จากแอฟริกา ดราวิเดียนและสิงหลจากอินเดียตอนใต้และศรีลังกาชาวมัลดีฟส์มักแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อยแม้ทางการจะรณรงค์เรื่องการวางแผนครอบครัวแต่ชนพื้นเมืองยังนิยมการมีครอบครัวใหญ่   ประเทศเคยถูกปกครองด้วยระบบสุลต่าน แม้ว่าปัจจุบันจะปกครองด้วยระบอบสาธารณรัฐ  ที่ถือเอาธุรกิจและความร่ำรวยเป็นเครื่องชี้ฐานะ แต่การแบ่งชนชั้นทางสังคมยังคงมีอยู่  เพียงแต่ไม่รุนแรงเหมือนสังคมอินเดีย  สมัยก่อนถือว่าเชื้อพระวงศ์ คือ ชนชั้นเจ้านาย  ข้าราชสำนักและข้าราชการคือบุคคลชั้นสูง   นอกนั้นคือชาวบ้านทั่วไป  ปัจจุบันผู้ที่สืบเชื้อสายในตระกูลชั้นสูงเรียกกันว่า  เบฟาลู  มักอยู่ในตระกูลมานิก(Manik) หรือดีดี้ (Didi) ตรงกันข้ามกับชนชั้นต่ำสุดคือ  กิราห์วารู  สืบเชื้อสายจากชาวอินเดียใต้ที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในดินแดนนี้เป็นรุ่นแรก ๆ เป็นชนเผ่าดั้งเดิมซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงชุมชนเล็ก ๆ อาศัยอยู่ในมาเล่
          อุปนิสัยของชาวมัลดีฟส์โดยทั่วไปเป็นคนหนักเบาเอาสู้ ไม่รีบร้อนทะเยอทะยาน  สนุกสนาน ขี้เล่น  แต่สุภาพเรียบร้อย  เคารพในระบบอาวุโส เช่นเดียวกับคนไทย  หมู่บ้านประมงห่างไกลรีสอร์ตท่องเที่ยว  แทบจะไม่มีประสบการณ์การติดต่อกับชาวต่างประเทศ  ชาวบ้านบนเกาะบางแห่งอาจแสดงอาการเขินอายเมื่อแรกเจอชาวต่างชาติ จะมองดูอย่างอยากรู้อยากเห็นอยู่ไกล ๆ ต่อเมื่อหัวหน้าเกาะยกน้ำมะพร้าวและของว่างมาต้อนรับแขกทุกคนจะได้รับไมตรีที่หยิบยื่นให้อย่างเต็มใจ
   ชาวมัลดีฟส์ทั่วไปมีวิถีชีวิตเรียบง่ายอยู่กับธรรมชาติ เยาวชนอาจจากเกาะไปเรียนหนังสือหรือทำงาน ชายหนู่มอาจจากไปเพื่อจับปลาหรือค้าขายแต่คนส่วนใหญ่จะไม่จากเกาะไปถ้าไม่มีเหตุผลหรือนัดหมายที่สำคัญ
     การจับปลาเป็นกิจกรรมหลักในการดำรงชีพ มีนำไปจำหน่ายบนเกาะใหญ่ใกล้ ๆ เคียงบ้างถ้าจำเป็น การไปสุเหร่าคือภารกิจสำคัญทางศาสนาโดยเฉพาะเกาะเล็ก ๆ อาจเป็นภารกิจสำคัญทางวัฒนธรรมและสังคมของหมู่บ้านทีเดียว
ภาษา
     ในสมัยโบราณ ชาวมัลดีฟส์พูดภาษาดีลู (Elu) ซึ่งมาจากภาษาสิงหลโบราณ ต่อมาพัฒนาเป็นดิเวฮิ (Dhivehi) ซึ่งเป็นภาษาทางราชการในปัจจุบันเป็นภาษาที่ยังคงเค้าโครงภาษาสิงหลของศรีลังกาผสมผสานคำจากภาษาอารบิก  ฮินดี และอังกฤษ  เช่นเดียวกับภาษาในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่ ตัวอักษรเรียกว่า  ทานะ (Thaana) ซึ่งวีระบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศ  ธากูรูฟานูเป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้นเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยปรับเปลี่ยนจากภาษาเขียนแบบเดิมที่เรียกว่า ดิเวสอกูรู (Dhives  Akuru) ทานะมีพยัญชนะทั้งหมด 24 ตัว ลักษณะคล้ายอักษรชวเลข มีสระกำกับเสียงทั้งด้านบนและล่าง เขียนจากขวาไปซ้ายและอ่านจากปกหลังไปปกหน้าตามแบบภาษาอารบิก
ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 ทางการพยายามส่งเสริมการศึกษาอย่างกว้างขวาง  เกิดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษมากขึ้น  ชาวมัลดีฟส์ในเมืองมาเล่  เมืองท่องเที่ยว  รีสอร์ตต่าง ๆ และที่เกาะทางตอนใต้ซึ่งเคยเป็นฐานทัพอากาศของอังกฤษสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดี
  
กีฬา
     ชาวมัลดีฟส์เป็นทั้งนักเล่นและผู้ชื่นชอบ ฟุตบอล นักว่ายและดำน้ำโดยกำเนิด นักสู้ยิบตาในเกมเทนนิส  คริกเค็ต และแบดมินตัน  เยาวชน ได้รับการส่งเสริมด้านพัฒนาการทางร่างกายควบคู่กับสติปัญญาและศีลธรรม  เมื่อประเทศกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว  มีกีฬาทางน้ำเพิ่มขึ้นแพร่หลาย  เช่น  ตกปลา  พายเรือ  วินด์เชิร์ฟ  สกีน้ำ ฯลฯ

ประวัติศาสตร์
   นักโบราณคดีเชื่อว่ามัลดีฟส์นั้นเป็นที่รู้จักแพร่หลายและกลายเป็นชุมชนทางการค้าทางทะเลที่สำคัญของแหล่งอารยธรรมโบราณหลายแห่งตั้งแต่ 2000 ปีก่อนคริสตกาล
แดนพุทธศาสนา
  ประมาณ500ปีก่อนคริสตกาล เผ่าเรดิน (Redin) ที่บูชาพระอาทิตย์ อาจอพยพออกไปหรือไม่ก็ถูกกลืนโดยชนอารยันที่นับถือศาสนาพุทธซึ่งอพยพมาจากศรีลังกา และชาวฮินดูจากอินเดียตะวันตกเฉียงใต้ มีบันทึกของนักเดินทางมายังมัลดีฟส์รุ่นแรก ๆ ว่า ได้พบเห็นการปฏิบัติบูชาทางพุทธศาสนาทั่วไป ประกอบกับการขุดค้นพบซากโบราณสถานทางตอนใต้รูปร่างคล้ายโดม เรียกว่า หะวิททัส (Hawittas) ลักษณะเดียวกับเจดีย์ที่พบในศรีลังกา  นักประวัติศาสตร์ให้ความเห็นว่ามัลดีฟส์น่าจะเป็นดินแดนพุทธศาสนามาก่อน

เปลี่ยนเป็นชาติอิสลามใช้ระบอบสุลต่าน
  ประมาณปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1 บรรดาพ่อค้าชาวอาหรับและเปอร์เซียที่เดินทางค้าขายไปยังตะวันออกไกลมักจะแวะพักที่มัลดีฟส์ พวกเขาขนานนามหมู่เกาะสวยงามกลางทะเลแห่งนี้ว่า  ดิบาจัต แปลว่า เกาะแห่งสมบัติ”   เพราะเป็นแหล่งรวมของสินค้าชั้นดีอย่างไข่มุก  มะพร้าว  เครื่องเทศ ปลาแห้ง  โดยเฉพาะหอยเบี้ย  เงินตรา สากลที่ใช้แทนเงินสดในประเทศต่าง ๆ ตั้งแต่แอฟริกาถึงจีนมาถึงศตวรรษที่  16  ชาวอาหรับเหล่านี้นำโดยอะบู  บารากัต  บูซุฟ  อัล บาร์บารี  ชาวแอฟริกัน-อาหรับเหนือ  บริจาคเงินจำนวนมากเพื่อเปลี่ยนมัลดีฟส์เป็นประเทศอิสลาม  จนสำเร็จเมื่อปี ค.. 1153  ระบอบกษัตริย์ถูกยกเลิกหันมาใช้ระบอบสุลต่าน  มีอะบู  บารากัต ฯ แห่งราชวงศ์  มาเล่เป็นสุลต่านองค์แรก


การตั้งสาธารณรัฐ
      ปี ค..1948  หลังจากศรีลังกาได้รับเอกราชจากอังกฤษ  มัลดีฟส์ได้ทำสนธิสัญญาป้องกันดินแดนฉบับใหม่กับอังกฤษ  มอบหมายให้ฝ่ายหลังควบคุมกิจการเกี่ยวกับต่างประเทศของทั้งหมู่เกาะแต่ไม่มีสิทธิยุ่งเกี่ยวกับการบริหารภายใน  เพื่อเป็นการตอบแทน  มัลดีฟส์ยินดีอำนวยความสะดวกเรื่องการจัดตั้งฐานทัพอีกแห่งหนึ่งในมหาสมุทรอินเดียอังกฤษ  ต่อมาปี ค..1953  มัลดีฟส์ยกเลิกระบอบสุลต่านหันมาใช้ระบบสาธารณรัฐมีโมฮัมเหม็ดอมิน ดีดี้ เป็นประธานาธิบดีคนแรก  แต่เป็นได้ไม่ครบปีก็ถูกยึดอำนาจ และมีการประกาศใช้ระบอบการปกครองแบบสุลต่านอีกครั้ง โดยโมฮัมเหม็ด ฟาริต ดีดี้ (Mohammed  Farid  Didi) ได้รับแต่งตั้งเป็นสุลต่านองค์ที่ 94 
     อังกฤษทำสัญญาเช่าพื้นที่บนเกาะกานและเกาะใกล้เคียงในหมู่เกาะอัดดูทางตอนใต้สุดอย่างไม่เป็นทางการ  เพื่อสร้างฐานทัพอากาศเสียเคาเช่าปีละ 2,000 ปอนด์ เป็นเวลา 100 ปี  เริ่มดำเนินการในปี ค.. 1956 มีการจ้างแรงงานพื้นเมืองเป็นจำนวนมาก  แต่ในปี ค..1957  ทันทีอิบราฮิม  นาซีร์ (Ibrahim  Nasir)  ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรี  เขาก็ทำการสั่งให้ทบทวนรายละเอียดเรื่องระยะเวลาและค่าเช่าใหม่  โดยให้ลดระยะเวลาลงแต่ค่าเช่าสูงขึ้น  อังกฤษไม่พอใจจึงตอบโต้ด้วยการเลิกจ้างแรงงานพื้นเมือง  ชาวหมู่เกาะอัดดูและฮูวาดู  ที่เสียผลประโยชน์ต่างไม่พอต่างไม่พอใจรุนแรง  ถึงขนาดประกาศแยกดินแดน และเลือกอับดุลลาห์  อฟิฟดีดี้  (Abdullah  Afif  Didi)  เป็นประธานาธิบดีจนรัฐบาลมัลดีฟส์ต้องส่งกองกำลังมากวาดล้าง หลังจากนั้นก็สามารถทำสัญญาเช่าใหม่กับอังกฤษได้สำเร็จ  โดยลดระยะเวลาลงได้เหลือ 30 ปี และได้ส่งค่าเช่าเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 100,000 ปอนด์ พร้อมงบพัฒนาโครงการพิเศษมูลค่า 750,000 ปอนด์
ปี ค..1965  อังกฤษทำการประกาศยอมรับอธิปไตย  และยกเลิกภาระความรับผิดชอบใด ๆ ที่เคยมีต่อสาธารณรัฐมัลดีฟส์  เป็นผลให้มัลดีฟส์มีอิสระโดยสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม ค..1965  เป็นต้นมา  ภายหลังได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในองค์การสหประชาชาติ
ปี ค..1968  มีการลงประชามติให้ยกเลิกระบอบสุลต่านกลับมาใช้ระบอบสาธารณรัฐอีกครั้ง  นาซีร์ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี  ปี ค.ศ.1972  มัลดีฟส์ได้เปิดศรีลังกัน (Sri Lankan  Market) ตลาดปลาแห้งส่งออกขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ เริ่มบริการรีสอร์ตที่สะดวกสบายแก่นักท่องเที่ยว เงินทองเริ่มหลั่งไหลเข้าประเทศ  แต่ผลประโยชน์ตกอยู่กับบุคคลเพียงกลุ่มเดียว  ดังนั้นเพียง 6 ปี ถัดมา ประชาชนจึงก่อจราจล  จนนาซีร์ต้องบินหนีออกนอกประเทศ  พร้อมกับข่าวลืมว่าขนเงินคงคลังคิดตัวไปด้วย 4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  

ยุคปัจจุบัน
       เมื่อนาซีร์ไปแล้ว  อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยและทูตประจำสหประชาชาติ  เมามูน อับดูลกายูม (Maumoon  Abdul  Gayoom)  ก็ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน พร้อมกับดำเนินการกวาดล้างและยึดทรัพย์พรรพวกของประธานาธิบดีคนเก่าทันที  การปราบปรามและควบคุมฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยเป็นไปอย่างเข้มงวด  ใช้นโยบายที่แข็งกร้าว  แต่มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมและพัฒนาประเทศในทุกทาง ทั้งทางด้านการศึกษา  ระบบสาธารณูปโภค  เศรษฐกิจ  และอุตสาหกรรม  โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว  เพื่อทำให้ประเทศเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ  เมื่อเป็นหนึ่งในผู้ริเรื่มจัดตั้งองค์การเพื่อความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียใต้ (SAARC)  กายูม  กลายเป็นผู้นำที่มีอิทธิพลสูงสุดกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ  ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสาธารณรัฐมัลดีฟส์ตั้งแต่ ปี ค..1978  จนถึงปัจจุบัน


ภูมิประเทศ

    สาธารณรัฐมัลดีฟส์เป็นประเทศหมู่เกาะตั้งอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย  บริเวณเส้นศูนย์สูตรห่างจากปลายแหลมตอนใต้ของประเทศอินเดียไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 600 กิโลเมตร  มีลักษณะที่โดดเด่นกว่าประเทศหมู่เกาะอื่นคือมีเกาะขนาดต่าง ๆ เรียงตัวกันเป็นรูปวงแหวนค่อนข้างรีล้อมรอบพื้นน้ำ  ทำให้เกิดทะเลสาบหรือทะเลในที่มีช่องทางให้กระแสน้ำไหลเข้าออกได้เกาะที่เรียงตัวกันเป็นรูปวงแหวนโดยธรรมชาตินี้มีศัพท์เรียกเฉพาะว่า อะทอลล์ (Atoll)  มาจากคำพื้นเมืองว่า อะโทลู (Atolu)มัลดีฟส์มีอะทอลล์ทั้งหมด 26หมู่  เรียงจากเหนือไปใต้  ความยาวรวม 823 กิโลเมตร  กว้าง130กิโลเมตรพื้นที่115,300ตารางกิโลเมตรแต่เป็นส่วนพื้นดินเพียง 0.331% หรือ 298  ตารางกิโลเมตร  ที่เหลือ 99% คือพื้นน้ำ



ระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม

     ดินบนเกาะมัลดีฟส์ส่วนใหญ่เป็นดินทรายไม่ค่อยสมบูรณ์  มีต้นไม้ขึ้นประปราย  ยกเว้นบางเกาะที่มีผืนดินสมบูรณ์พอทำการปลูกพืชเพื่อการบริโภคได้จึงจะดูเขียวชอุ่ม  พันธุ์ไม้ที่พบเห็นทั่วไป  ได้แก่  โรงกาง  ลำเจียก  สาเก  ต้นโพธิ์  ไผ่  มะพร้าว  กล้วย  ทานตะวัน ชบา  ส่วนพืชที่เพาะปลูกเพื่อบริโภค  ได้แก่ มันฝรั่งหวาน  มันเทศ  เผือก  ธัญพืชอย่างมิลเลต  ลูกเดือย  และแตงโม  ที่เกาะฟัวมูลาคูทางตอนใต้มีผืนดินสมบูรณ์

ท้องทะเลมัลดีฟส์ขึ้นชื่อเรื่องความใสสะอาดและความหลากหลายทางด้านชีวภาพมีสัตว์และพืชน้ำนับพันชนิดเฉพาะปลาในมหาสมุทรอินเดียมีอยู่กว่า 700 พันธุ์  แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท  คือ ปลาตามแนวปะการัง  อาศัยอยู่ในทะเลในและตามแนวปะการังรอบหมู่เกาะ  และปลาทะเลลึก  ซึ่งปกติอาศัยอยู่ในทะเลเปิด แต่บางครั้งก็ว่ายเข้ามาใกล้หมู่เกาะตามกระแสน้ำ  หรือมาเพื่อหาอาหาร เช่น วาฬ  ฉลาม ปลาสกิบแจ็ค  ปลาทูน่า  มัลดีฟส์เป็นหมู่เกาะโขดหินปะการัง  จึงมีปะการังอยู่มากมายหลายชนิด  ทั้งปะการังแข็งที่เรารู้จักกันดี   เช่น ปะการังเขากวาง  ปะการังมันสมอง  ปะการังอ่อน 
ศิลปวัฒนธรรม
                มัลดีฟส์เป็นเกาะแห่งชนชาวเรือ ตั้งอยู่ระหว่างเส้นทางเดินเรือสำคัญมาแต่โบราณ  จึงรับอิทธิพลวัฒนธรรมจากชาติต่าง ๆ เอาไว้ไม่น้อย  ทั้งแอฟริกาตะวันออก  อินเดียใต้  ศรีลังกา อาหรับ แม้กระทั่งมาเลเซียและอินโดนีเซีย  อิทธิพลจากวัฒนธรรมต่างชาติยงมีหลงเหลืออยู่ในการร้องรำทำเพลงในปัจจุบัน
                กาลเวลาผ่านไปนับร้อย ๆ ปี ผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม สังคม  และที่สำคัญที่สุดคือศาสนาผสมผสานกันจนเกิดเป็นวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบ ดิเวฮิหรือแบบมัลดีฟส์  ซึ่งแม้จะเป็นการใช้ชีวิตท่ามกลางความสมัยใหม่มีแฟชั่นตะวันตก  มีเพลงป๊อป เพลงแร๊บ หรือ ภาพยนตร์ภาษาฮินดีจากอินเดีย  แต่ถ้าหากเป็นงานของชาติ งานของชุมชน  หรืองานของศาสนาแล้วนั้น ทุกอย่างต้องเป็นแบบมัลดีฟส์เท่านั้น

เป็นการร้องรำทำเพลงที่พบเห็นในมัลดีส์มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 ลักษณะคล้ายการเต้นรำของชาวแอฟริกาตะวันออก คำว่า โบดู เบรู แปลว่า กลองใหญ่ ซึ่งคงตะมาจากลักษณะเด่นของการแสดงชุดนี้ที่ใช้กลอง 4-6 ใบตีให้ทำนอง  การร้องเพลงมีเนื้อหาเกี่ยวกับ ความกล้าหาญ  ความรัก และการเยาะเย้ยเสียดสี  บางช่วงอาจะเป็นการเปล่งเสียงให้เข้าทำนองโดยไม่มีความหมาย เพลงจะเริ่มจากจังหวะเนิบช้าแล้วการะชั้นขึ้นเรื่อย ๆ ใช้ผู้แสดงประมาณ 15 คน สมัยก่อนโบดู เบรูเป็นการแสดงพื้นบ้านทั่วไป  ปัจจุบันมีแสดงเฉพาะบนเวทีและตามงานพิธีฉลองต่าง ๆ นักดนตรีสมัยใหม่ยังนำเอาทำนองโบดู เบรู มาดัดแปลงเป็นเพลงร่วมสมัย  เพิ่งการบรรเลงเดี่ยวกลอง  และใส่เนื้อร้องเป็นภาษดิเวฮิที่มีความหมายลงไปด้วย

สถาปัตกรรม
                บ้านเรือนในเมืองของชาวมัลดีฟส์เป็นแบบเรียบง่าย  มีแผนผังชัดเจน  ถนนกว้างตัดกันเป็นตารางรุสี่เหลี่ยมผืนผ้า  ตัวบ้านก่อด้วยคอนกรีตบล็อกหรือหินปะการังกับปูนขาว  ด้านที่ติดถนนกั้นกำแพงยาว  บางหลังมีลานที่มีกำแพงล้อมรอบ คล้ายกับห้องเอาท์ดอร์อยู่ด้านหน้า  ตั้งชิงช้าอันห์ลิและโจลิไว้นั่งพักผ่อน ยามอากาศร้อน  ลานบ้านด้านหลังเป็นส่วนตัวมากกว่า มีกิฟิลิหรือห้องน้ำกลางแจ้งด้วยกำแพงบ้านบริเวณสี่แยกทุกแห่งตัดเว้าเป็นรูปครึ่งวงกลมเพื่อสะดวกในการเลี้ยวรถและทำให้เส้นสายถนนดู บ้านเรือนตามเกาะต่าง ๆ ปลูกลักษณะคล้ายกระท่อม   ฝาไม้ขัดแตะ  หลังคามุงจาก  มีห้องน้ำกลางแจ้งอยู่ที่ลานหลังบ้าน  รั้วเป็นแนวต้นไม้เตี้ย ๆ
สุเหร่า โดยทั่วไปก่อสร้างแบบธรรมดา  ไม่มีการตกแต่งมากนัก ยกเว้นสุเหร่าเก่าแก่จึงจะมีไม้แกะสลักประดับอยู่ภายใน  และหินแกะสลักหลุมฝังศพประดับภายนอก

สถานที่ท่องเที่ยว

1.เกาะมาเล่    
             มัลดีฟส์ ไม่ได้มีแค่สถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลเท่านั้น เพราะในเมืองหลวงของมัลดีฟส์ อย่าง กรุงมาเล ซึ่งตั้งอยู่บ เกาะมาเลในหมู่เกาะคาฟุ  ก็มีสิ่งที่น่าสนใจมาก เมืองหลวงขนาดเล็กที่สุดในโลก” ด้วยพื้นที่เพียงแค่ 5.8 ตารางกิโลเมตรเช่นกัน โดยมันเป็นบ้านของประชากรกว่า 1 แสนคน และอยู่ในเกาะมาเล ทางตอนใต้ของหมู่เกาะคาฟุ ซึ่งเหตุผลที่มีพื้นที่เล็กขนาดนี้ก็เป็นเพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นหมู่เกาะจึงไม่มากพอจะจัดสรรเป็นเมืองใหญ่ได้นั่นเอง และนั่นก็ทำให้ประชากรในเมืองนี้ค่อนข้างจะแออัดอยู่สักหน่อย แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการคมนาคมของประเทศ  
                           
  
                                     
 2.ศูนย์กลางศาสนาอิสลามและสุเหร่าประจำชาติ
    สุเหร่ายอดโดมสีทองสูงเด่น สร้างขึ้นด้วยความช่วยเหลือของสหพันธรัฐแห่งอ่าวเปอร์เซีย ปากีสถาน บรูไน  และมาเลเซีย    ภายในโอ่อ่าด้วยห้องโถงกว้างจุคนได้ถึง 5,000 คน  ฉากและประตูงดงามด้วยไม้แกะสลัก  พรมทอลวดลายพิเศษพร้อมด้วยโคมไฟแก้ว  หอคอยสูงใช้ประกาศเรียกเวลาสวดมนต์ตกแต่งเป็นลวดลายซิกแซก   ศูนย์กลางศาสนาอิสลามประกอบด้วยห้องประชุมขนาดใหญ่ ห้องสมุด  และห้องเรียน   สุเหร่าเปิดให้เข้าชมเวลา 09.00-17.00 ผู้เข้าชมต้องแต่งกายสุภาพ  ผู้ชายสวมกางเกงขายาว ผู้หญิงสวมกระโปรงหรือชุดยาวกรอมเท้า บ่าและแขนมีผ้าปกปิดมิด


 3.เอสเจฮิแกลเลอรี่ (Esjehi Gallery) 
ที่ตั้งแกลเลอรี่เอสเจฮิถือได้ว่าเป็นตึกเก่าแก่ที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในมา เล่ สร้างขึ้นตั้งแต่ราวปี ค.ศ. 1870 เดิมเป็นบ้านขุนนาง ปัจจุบันถูกใช้เป็นที่แสดงงานศิลปะ ทั้งศิลปะร่วมสมัยและศิลปะพื้นเมืองของมัลดีฟส์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนน Medhuziyaaraiy Mag


4.มัสยิดฮูคูรุ Hukuru Miskiiy (Old Friday Mosque)  
 เป็น มัสยิดเก่าแก่ที่สุดในมัลดีฟส์ สร้างขึ้นราวปี 1656 ลักษณะภายนอกของมัสยิดไม่โดดเด่นเท่าไหร่นัก แต่ผนังด้านในสร้างขึ้นจากซากปะการังและแกะสลักลวดลายแบบอิสลาม มีความสวยงามมาก ผนัง กรอบประตู และกรอบหน้าต่างของมัสยิดสร้างขึ้นจากไม้ชนิดต่างๆ แตกต่างกัน นอกจากนี้ภายในยังประดับตกแต่งด้วยเครื่องไม้ลงแล็กเกอร์ มัสยิดแห่งนี้เป็นที่ฝังพระศพของอดีตสุลต่าน



5.พิพิธภัณฑ์แห่งชาติมัลดีฟส์ (National Museum)   
  พิพิธภัณฑ์แห่งชาติมัลดีฟส์จัดแสดงศิลปวัตถุโบราณวัตถุที่สำคัญ อาทิ ส่วนใหญ่จะเป็นของใช้ส่วนพระองค์ ของอดีตสุลต่าน ทั้งเครื่องประดับและอาภรณ์ของพระราชาและพระราชินี อาวุธ งานปักผ้าฝีมือชาวมัลดีเวียน ภาพถ่ายบุคคลสำคัญ และอีกหลายสิ่งที่สะท้อนวิถีชีวิตของชาวมัลดีฟส์ในสมัยก่อน 

6.มูลีอาเก (Mulee-aage)  
    เป็นอาคารที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมยุคใหม่และสถาปัตยกรรมแบบอิสลามได้อย่างสวยงาม ซึ่งแต่ก่อนนั้นเป็นวังเก่าของสุลต่าน สร้างขึ้นโดยสุลต่าน Shamsudheen III ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อสงครามโลกครั้งที่ 1 หลังจากมัลดีฟส์ล้มเลิกระบบสุลต่าน ที่นี่กลายเป็นที่พำนักของประธานาธิจนกระทั่งที่พำนักแห่งใหม่สร้างแล้วเสร็จ โดยมีการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Presidential Palace
















ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น