รู้จักมัลดีฟส์
สาธารณรัฐมัลดีฟส์ (Republic of Maldives) เป็นชาติอิสลามเล็กๆ ในมหาสมุทรอินเดีย เป็นประเทศเอกราชที่มีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภาษา เป็นของตนเองมานานนับศตวรรษ เอกลักษณ์โดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของมัลดีฟส์คือลักษณะทางภูมิศาสตร์พื้นที่ ประเทศ 99% เป็นพื้นน้ำ ส่วนที่เหลือคือเกาะปะการังขนาดเล็กที่สูงไล่เลี่ยระดับน้ำทะเลประมาณ 1,190 เกาะ เรียงตัวกันเป็นวง ๆ ลักษณะคล้ายวงแหวน ใหญ่บ้างเล็กบ้าง ล้อมน้ำทะเลไว้ภายใน
เนื่องจากที่ตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ธรรมชาติเป็นแบบเขตร้อนชื้น รัฐบาลและประชาชนใส่ใจในการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างมาก มัลดีฟส์จึงมีทิวทัศน์งดงาม ทั้งทัศนียภาพบนบก ฟ้าใสกระจ่าง พุ่มไม้เขียวชอุ่ม ดอกไม้สีจัดจ้าน และในทะเลที่อุดมไปด้วยฝูงปลานานาชนิด เต่าหลากพันธุ์ ปะการังและดอกไม้ทะเลสีสันสดใส
ชาวมัลดีฟส์ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตกลมกลืนไปกับธรรมชาติ ประกอบอาชีพประมงและค้าขายตามอย่างบรรพบุรุษ และเคร่งศาสนา บรรยากาศทั่วไปสงบร่มรื่น ยกเว้นในมาเล่ เมืองหลวงของประเทศที่ดูจะคึกคักตามแบบเมืองใหญ่ทั่วไป ส่วนตามนอกเกาะออกไป บางเกาะเป็นที่อยู่อาศัยของชาวพื้นเมือง บางเกาะเป็นที่ตั้งรีสอร์ตส่วนตัวสำหรับนักท่องเที่ยว
สัญลักษณ์ของชาติ
ตราประจำสาธารณรัฐมัลดีฟส์ เป็นรูปต้นมะพร้าว จันทร์เสี้ยว ดาว ธงชาติ 2 ผืน พร้อมตัวอักษรจากรึกชื่อประเทศ
ธงชาติสาธารณรัฐมัลดีฟส์ ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีเขียวขลิบแดง มีรูปจันทร์เสี้ยวตรงกลาง
ต้นไม้ประจำชาติ ต้นมะพร้าว
ดอกไม้ประจำชาติ กุหลาบสีชมพู
ประชากร
มัลดีฟส์มีประชากรราว 394,451 คน1 ใน 4ของจำนวนประชากรอาศัยอยู่ในมาเล่ชาวมัลดีฟส์เรียกเผ่าพันธุ์ของตนว่า ดิเวฮิน (Dhivehin) สืบเชื้อสายจากการแต่งงานข้ามเชื้อชาติ ระหว่างอารยันจากตะวันออกกลาง นีกรอยด์จากแอฟริกา ดราวิเดียนและสิงหลจากอินเดียตอนใต้และศรีลังกาชาวมัลดีฟส์มักแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อยแม้ทางการจะรณรงค์เรื่องการวางแผนครอบครัวแต่ชนพื้นเมืองยังนิยมการมีครอบครัวใหญ่ ประเทศเคยถูกปกครองด้วยระบบสุลต่าน แม้ว่าปัจจุบันจะปกครองด้วยระบอบสาธารณรัฐ ที่ถือเอาธุรกิจและความร่ำรวยเป็นเครื่องชี้ฐานะ แต่การแบ่งชนชั้นทางสังคมยังคงมีอยู่ เพียงแต่ไม่รุนแรงเหมือนสังคมอินเดีย สมัยก่อนถือว่าเชื้อพระวงศ์ คือ ชนชั้นเจ้านาย ข้าราชสำนักและข้าราชการคือบุคคลชั้นสูง นอกนั้นคือชาวบ้านทั่วไป ปัจจุบันผู้ที่สืบเชื้อสายในตระกูลชั้นสูงเรียกกันว่า เบฟาลู มักอยู่ในตระกูลมานิก(Manik) หรือดีดี้ (Didi) ตรงกันข้ามกับชนชั้นต่ำสุดคือ กิราห์วารู สืบเชื้อสายจากชาวอินเดียใต้ที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในดินแดนนี้เป็นรุ่นแรก ๆ เป็นชนเผ่าดั้งเดิมซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงชุมชนเล็ก ๆ อาศัยอยู่ในมาเล่
อุปนิสัยของชาวมัลดีฟส์โดยทั่วไปเป็นคนหนักเบาเอาสู้ ไม่รีบร้อนทะเยอทะยาน สนุกสนาน ขี้เล่น แต่สุภาพเรียบร้อย เคารพในระบบอาวุโส เช่นเดียวกับคนไทย หมู่บ้านประมงห่างไกลรีสอร์ตท่องเที่ยว แทบจะไม่มีประสบการณ์การติดต่อกับชาวต่างประเทศ ชาวบ้านบนเกาะบางแห่งอาจแสดงอาการเขินอายเมื่อแรกเจอชาวต่างชาติ จะมองดูอย่างอยากรู้อยากเห็นอยู่ไกล ๆ ต่อเมื่อหัวหน้าเกาะยกน้ำมะพร้าวและของว่างมาต้อนรับแขกทุกคนจะได้รับไมตรีที่หยิบยื่นให้อย่างเต็มใจ
ชาวมัลดีฟส์ทั่วไปมีวิถีชีวิตเรียบง่ายอยู่กับธรรมชาติ เยาวชนอาจจากเกาะไปเรียนหนังสือหรือทำงาน ชายหนู่มอาจจากไปเพื่อจับปลาหรือค้าขายแต่คนส่วนใหญ่จะไม่จากเกาะไปถ้าไม่มีเหตุผลหรือนัดหมายที่สำคัญ
การจับปลาเป็นกิจกรรมหลักในการดำรงชีพ มีนำไปจำหน่ายบนเกาะใหญ่ใกล้ ๆ เคียงบ้างถ้าจำเป็น การไปสุเหร่าคือภารกิจสำคัญทางศาสนาโดยเฉพาะเกาะเล็ก ๆ อาจเป็นภารกิจสำคัญทางวัฒนธรรมและสังคมของหมู่บ้านทีเดียว
ภาษา
ในสมัยโบราณ ชาวมัลดีฟส์พูดภาษาดีลู (Elu) ซึ่งมาจากภาษาสิงหลโบราณ ต่อมาพัฒนาเป็นดิเวฮิ (Dhivehi) ซึ่งเป็นภาษาทางราชการในปัจจุบันเป็นภาษาที่ยังคงเค้าโครงภาษาสิงหลของศรีลังกาผสมผสานคำจากภาษาอารบิก ฮินดี และอังกฤษ เช่นเดียวกับภาษาในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่ ตัวอักษรเรียกว่า ทานะ (Thaana) ซึ่งวีระบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศ ธากูรูฟานูเป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้นเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยปรับเปลี่ยนจากภาษาเขียนแบบเดิมที่เรียกว่า ดิเวสอกูรู (Dhives Akuru) ทานะมีพยัญชนะทั้งหมด 24 ตัว ลักษณะคล้ายอักษรชวเลข มีสระกำกับเสียงทั้งด้านบนและล่าง เขียนจากขวาไปซ้ายและอ่านจากปกหลังไปปกหน้าตามแบบภาษาอารบิก
ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 ทางการพยายามส่งเสริมการศึกษาอย่างกว้างขวาง เกิดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษมากขึ้น ชาวมัลดีฟส์ในเมืองมาเล่ เมืองท่องเที่ยว รีสอร์ตต่าง ๆ และที่เกาะทางตอนใต้ซึ่งเคยเป็นฐานทัพอากาศของอังกฤษสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดี
กีฬา
ชาวมัลดีฟส์เป็นทั้งนักเล่นและผู้ชื่นชอบ ฟุตบอล นักว่ายและดำน้ำโดยกำเนิด นักสู้ยิบตาในเกมเทนนิส คริกเค็ต และแบดมินตัน เยาวชน ได้รับการส่งเสริมด้านพัฒนาการทางร่างกายควบคู่กับสติปัญญาและศีลธรรม เมื่อประเทศกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว มีกีฬาทางน้ำเพิ่มขึ้นแพร่หลาย เช่น ตกปลา พายเรือ วินด์เชิร์ฟ สกีน้ำ ฯลฯ
ประวัติศาสตร์
นักโบราณคดีเชื่อว่ามัลดีฟส์นั้นเป็นที่รู้จักแพร่หลายและกลายเป็นชุมชนทางการค้าทางทะเลที่สำคัญของแหล่งอารยธรรมโบราณหลายแห่งตั้งแต่ 2000 ปีก่อนคริสตกาล
แดนพุทธศาสนา
ประมาณ500ปีก่อนคริสตกาล เผ่าเรดิน (Redin) ที่บูชาพระอาทิตย์ อาจอพยพออกไปหรือไม่ก็ถูกกลืนโดยชนอารยันที่นับถือศาสนาพุทธซึ่งอพยพมาจากศรีลังกา และชาวฮินดูจากอินเดียตะวันตกเฉียงใต้ มีบันทึกของนักเดินทางมายังมัลดีฟส์รุ่นแรก ๆ ว่า ได้พบเห็นการปฏิบัติบูชาทางพุทธศาสนาทั่วไป ประกอบกับการขุดค้นพบซากโบราณสถานทางตอนใต้รูปร่างคล้ายโดม เรียกว่า หะวิททัส (Hawittas) ลักษณะเดียวกับเจดีย์ที่พบในศรีลังกา นักประวัติศาสตร์ให้ความเห็นว่ามัลดีฟส์น่าจะเป็นดินแดนพุทธศาสนามาก่อน
เปลี่ยนเป็นชาติอิสลามใช้ระบอบสุลต่าน
ประมาณปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1 บรรดาพ่อค้าชาวอาหรับและเปอร์เซียที่เดินทางค้าขายไปยังตะวันออกไกลมักจะแวะพักที่มัลดีฟส์ พวกเขาขนานนามหมู่เกาะสวยงามกลางทะเลแห่งนี้ว่า ดิบาจัต แปลว่า “เกาะแห่งสมบัติ” เพราะเป็นแหล่งรวมของสินค้าชั้นดีอย่างไข่มุก มะพร้าว เครื่องเทศ ปลาแห้ง โดยเฉพาะหอยเบี้ย เงินตรา สากลที่ใช้แทนเงินสดในประเทศต่าง ๆ ตั้งแต่แอฟริกาถึงจีนมาถึงศตวรรษที่ 16 ชาวอาหรับเหล่านี้นำโดยอะบู บารากัต บูซุฟ อัล บาร์บารี ชาวแอฟริกัน-อาหรับเหนือ บริจาคเงินจำนวนมากเพื่อเปลี่ยนมัลดีฟส์เป็นประเทศอิสลาม จนสำเร็จเมื่อปี ค.ศ. 1153 ระบอบกษัตริย์ถูกยกเลิกหันมาใช้ระบอบสุลต่าน มีอะบู บารากัต ฯ แห่งราชวงศ์ มาเล่เป็นสุลต่านองค์แรก
การตั้งสาธารณรัฐ
ปี ค.ศ.1948 หลังจากศรีลังกาได้รับเอกราชจากอังกฤษ มัลดีฟส์ได้ทำสนธิสัญญาป้องกันดินแดนฉบับใหม่กับอังกฤษ มอบหมายให้ฝ่ายหลังควบคุมกิจการเกี่ยวกับต่างประเทศของทั้งหมู่เกาะแต่ไม่มีสิทธิยุ่งเกี่ยวกับการบริหารภายใน เพื่อเป็นการตอบแทน มัลดีฟส์ยินดีอำนวยความสะดวกเรื่องการจัดตั้งฐานทัพอีกแห่งหนึ่งในมหาสมุทรอินเดียอังกฤษ ต่อมาปี ค.ศ.1953 มัลดีฟส์ยกเลิกระบอบสุลต่านหันมาใช้ระบบสาธารณรัฐมีโมฮัมเหม็ดอมิน ดีดี้ เป็นประธานาธิบดีคนแรก แต่เป็นได้ไม่ครบปีก็ถูกยึดอำนาจ และมีการประกาศใช้ระบอบการปกครองแบบสุลต่านอีกครั้ง โดยโมฮัมเหม็ด ฟาริต ดีดี้ (Mohammed Farid Didi) ได้รับแต่งตั้งเป็นสุลต่านองค์ที่ 94
อังกฤษทำสัญญาเช่าพื้นที่บนเกาะกานและเกาะใกล้เคียงในหมู่เกาะอัดดูทางตอนใต้สุดอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อสร้างฐานทัพอากาศเสียเคาเช่าปีละ 2,000 ปอนด์ เป็นเวลา 100 ปี เริ่มดำเนินการในปี ค.ศ. 1956 มีการจ้างแรงงานพื้นเมืองเป็นจำนวนมาก แต่ในปี ค.ศ.1957 ทันทีอิบราฮิม นาซีร์ (Ibrahim Nasir) ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรี เขาก็ทำการสั่งให้ทบทวนรายละเอียดเรื่องระยะเวลาและค่าเช่าใหม่ โดยให้ลดระยะเวลาลงแต่ค่าเช่าสูงขึ้น อังกฤษไม่พอใจจึงตอบโต้ด้วยการเลิกจ้างแรงงานพื้นเมือง ชาวหมู่เกาะอัดดูและฮูวาดู ที่เสียผลประโยชน์ต่างไม่พอต่างไม่พอใจรุนแรง ถึงขนาดประกาศแยกดินแดน และเลือกอับดุลลาห์ อฟิฟดีดี้ (Abdullah Afif Didi) เป็นประธานาธิบดีจนรัฐบาลมัลดีฟส์ต้องส่งกองกำลังมากวาดล้าง หลังจากนั้นก็สามารถทำสัญญาเช่าใหม่กับอังกฤษได้สำเร็จ โดยลดระยะเวลาลงได้เหลือ 30 ปี และได้ส่งค่าเช่าเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 100,000 ปอนด์ พร้อมงบพัฒนาโครงการพิเศษมูลค่า 750,000 ปอนด์
ปี ค.ศ.1965 อังกฤษทำการประกาศยอมรับอธิปไตย และยกเลิกภาระความรับผิดชอบใด ๆ ที่เคยมีต่อสาธารณรัฐมัลดีฟส์ เป็นผลให้มัลดีฟส์มีอิสระโดยสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม ค.ศ.1965 เป็นต้นมา ภายหลังได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในองค์การสหประชาชาติ
ปี ค.ศ.1968 มีการลงประชามติให้ยกเลิกระบอบสุลต่านกลับมาใช้ระบอบสาธารณรัฐอีกครั้ง นาซีร์ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ปี ค.ศ.1972 มัลดีฟส์ได้เปิดศรีลังกัน (Sri Lankan Market) ตลาดปลาแห้งส่งออกขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ เริ่มบริการรีสอร์ตที่สะดวกสบายแก่นักท่องเที่ยว เงินทองเริ่มหลั่งไหลเข้าประเทศ แต่ผลประโยชน์ตกอยู่กับบุคคลเพียงกลุ่มเดียว ดังนั้นเพียง 6 ปี ถัดมา ประชาชนจึงก่อจราจล จนนาซีร์ต้องบินหนีออกนอกประเทศ พร้อมกับข่าวลืมว่าขนเงินคงคลังคิดตัวไปด้วย 4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
ยุคปัจจุบัน
เมื่อนาซีร์ไปแล้ว อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยและทูตประจำสหประชาชาติ เมามูน อับดูลกายูม (Maumoon Abdul Gayoom) ก็ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน พร้อมกับดำเนินการกวาดล้างและยึดทรัพย์พรรพวกของประธานาธิบดีคนเก่าทันที การปราบปรามและควบคุมฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยเป็นไปอย่างเข้มงวด ใช้นโยบายที่แข็งกร้าว แต่มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมและพัฒนาประเทศในทุกทาง ทั้งทางด้านการศึกษา ระบบสาธารณูปโภค เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว เพื่อทำให้ประเทศเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ เมื่อเป็นหนึ่งในผู้ริเรื่มจัดตั้งองค์การเพื่อความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียใต้ (SAARC) กายูม กลายเป็นผู้นำที่มีอิทธิพลสูงสุดกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสาธารณรัฐมัลดีฟส์ตั้งแต่ ปี ค.ศ.1978 จนถึงปัจจุบัน
ภูมิประเทศ
สาธารณรัฐมัลดีฟส์เป็นประเทศหมู่เกาะตั้งอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย บริเวณเส้นศูนย์สูตรห่างจากปลายแหลมตอนใต้ของประเทศอินเดียไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 600 กิโลเมตร มีลักษณะที่โดดเด่นกว่าประเทศหมู่เกาะอื่นคือมีเกาะขนาดต่าง ๆ เรียงตัวกันเป็นรูปวงแหวนค่อนข้างรีล้อมรอบพื้นน้ำ ทำให้เกิดทะเลสาบหรือทะเลในที่มีช่องทางให้กระแสน้ำไหลเข้าออกได้เกาะที่เรียงตัวกันเป็นรูปวงแหวนโดยธรรมชาตินี้มีศัพท์เรียกเฉพาะว่า อะทอลล์ (Atoll) มาจากคำพื้นเมืองว่า อะโทลู (Atolu)มัลดีฟส์มีอะทอลล์ทั้งหมด 26หมู่ เรียงจากเหนือไปใต้ ความยาวรวม 823 กิโลเมตร กว้าง130กิโลเมตรพื้นที่115,300ตารางกิโลเมตรแต่เป็นส่วนพื้นดินเพียง 0.331% หรือ 298 ตารางกิโลเมตร ที่เหลือ 99% คือพื้นน้ำ
เป็นการร้องรำทำเพลงที่พบเห็นในมัลดีส์มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 ลักษณะคล้ายการเต้นรำของชาวแอฟริกาตะวันออก คำว่า โบดู เบรู แปลว่า กลองใหญ่ ซึ่งคงตะมาจากลักษณะเด่นของการแสดงชุดนี้ที่ใช้กลอง 4-6 ใบตีให้ทำนอง การร้องเพลงมีเนื้อหาเกี่ยวกับ ความกล้าหาญ ความรัก และการเยาะเย้ยเสียดสี บางช่วงอาจะเป็นการเปล่งเสียงให้เข้าทำนองโดยไม่มีความหมาย เพลงจะเริ่มจากจังหวะเนิบช้าแล้วการะชั้นขึ้นเรื่อย ๆ ใช้ผู้แสดงประมาณ 15 คน สมัยก่อนโบดู เบรูเป็นการแสดงพื้นบ้านทั่วไป ปัจจุบันมีแสดงเฉพาะบนเวทีและตามงานพิธีฉลองต่าง ๆ นักดนตรีสมัยใหม่ยังนำเอาทำนองโบดู เบรู มาดัดแปลงเป็นเพลงร่วมสมัย เพิ่งการบรรเลงเดี่ยวกลอง และใส่เนื้อร้องเป็นภาษดิเวฮิที่มีความหมายลงไปด้วย
ระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม
ดินบนเกาะมัลดีฟส์ส่วนใหญ่เป็นดินทรายไม่ค่อยสมบูรณ์ มีต้นไม้ขึ้นประปราย ยกเว้นบางเกาะที่มีผืนดินสมบูรณ์พอทำการปลูกพืชเพื่อการบริโภคได้จึงจะดูเขียวชอุ่ม พันธุ์ไม้ที่พบเห็นทั่วไป ได้แก่ โรงกาง ลำเจียก สาเก ต้นโพธิ์ ไผ่ มะพร้าว กล้วย ทานตะวัน ชบา ส่วนพืชที่เพาะปลูกเพื่อบริโภค ได้แก่ มันฝรั่งหวาน มันเทศ เผือก ธัญพืชอย่างมิลเลต ลูกเดือย และแตงโม ที่เกาะฟัวมูลาคูทางตอนใต้มีผืนดินสมบูรณ์
ท้องทะเลมัลดีฟส์ขึ้นชื่อเรื่องความใสสะอาดและความหลากหลายทางด้านชีวภาพมีสัตว์และพืชน้ำนับพันชนิดเฉพาะปลาในมหาสมุทรอินเดียมีอยู่กว่า 700 พันธุ์ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ปลาตามแนวปะการัง อาศัยอยู่ในทะเลในและตามแนวปะการังรอบหมู่เกาะ และปลาทะเลลึก ซึ่งปกติอาศัยอยู่ในทะเลเปิด แต่บางครั้งก็ว่ายเข้ามาใกล้หมู่เกาะตามกระแสน้ำ หรือมาเพื่อหาอาหาร เช่น วาฬ ฉลาม ปลาสกิบแจ็ค ปลาทูน่า มัลดีฟส์เป็นหมู่เกาะโขดหินปะการัง จึงมีปะการังอยู่มากมายหลายชนิด ทั้งปะการังแข็งที่เรารู้จักกันดี เช่น ปะการังเขากวาง ปะการังมันสมอง ปะการังอ่อน
ศิลปวัฒนธรรม
มัลดีฟส์เป็นเกาะแห่งชนชาวเรือ ตั้งอยู่ระหว่างเส้นทางเดินเรือสำคัญมาแต่โบราณ จึงรับอิทธิพลวัฒนธรรมจากชาติต่าง ๆ เอาไว้ไม่น้อย ทั้งแอฟริกาตะวันออก อินเดียใต้ ศรีลังกา อาหรับ แม้กระทั่งมาเลเซียและอินโดนีเซีย อิทธิพลจากวัฒนธรรมต่างชาติยงมีหลงเหลืออยู่ในการร้องรำทำเพลงในปัจจุบัน
กาลเวลาผ่านไปนับร้อย ๆ ปี ผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม สังคม และที่สำคัญที่สุดคือศาสนาผสมผสานกันจนเกิดเป็นวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบ “ดิเวฮิ” หรือแบบมัลดีฟส์ ซึ่งแม้จะเป็นการใช้ชีวิตท่ามกลางความสมัยใหม่มีแฟชั่นตะวันตก มีเพลงป๊อป เพลงแร๊บ หรือ ภาพยนตร์ภาษาฮินดีจากอินเดีย แต่ถ้าหากเป็นงานของชาติ งานของชุมชน หรืองานของศาสนาแล้วนั้น ทุกอย่างต้องเป็นแบบมัลดีฟส์เท่านั้น
สถาปัตกรรม
บ้านเรือนในเมืองของชาวมัลดีฟส์เป็นแบบเรียบง่าย มีแผนผังชัดเจน ถนนกว้างตัดกันเป็นตารางรุสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตัวบ้านก่อด้วยคอนกรีตบล็อกหรือหินปะการังกับปูนขาว ด้านที่ติดถนนกั้นกำแพงยาว บางหลังมีลานที่มีกำแพงล้อมรอบ คล้ายกับห้องเอาท์ดอร์อยู่ด้านหน้า ตั้งชิงช้าอันห์ลิและโจลิไว้นั่งพักผ่อน ยามอากาศร้อน ลานบ้านด้านหลังเป็นส่วนตัวมากกว่า มีกิฟิลิหรือห้องน้ำกลางแจ้งด้วยกำแพงบ้านบริเวณสี่แยกทุกแห่งตัดเว้าเป็นรูปครึ่งวงกลมเพื่อสะดวกในการเลี้ยวรถและทำให้เส้นสายถนนดู บ้านเรือนตามเกาะต่าง ๆ ปลูกลักษณะคล้ายกระท่อม ฝาไม้ขัดแตะ หลังคามุงจาก มีห้องน้ำกลางแจ้งอยู่ที่ลานหลังบ้าน รั้วเป็นแนวต้นไม้เตี้ย ๆ
สุเหร่า โดยทั่วไปก่อสร้างแบบธรรมดา ไม่มีการตกแต่งมากนัก ยกเว้นสุเหร่าเก่าแก่จึงจะมีไม้แกะสลักประดับอยู่ภายใน และหินแกะสลักหลุมฝังศพประดับภายนอก
สถานที่ท่องเที่ยว
1.เกาะมาเล่
มัลดีฟส์ ไม่ได้มีแค่สถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลเท่านั้น เพราะในเมืองหลวงของมัลดีฟส์ อย่าง กรุงมาเล ซึ่งตั้งอยู่บ เกาะมาเลในหมู่เกาะคาฟุ ก็มีสิ่งที่น่าสนใจมาก “เมืองหลวงขนาดเล็กที่สุดในโลก” ด้วยพื้นที่เพียงแค่ 5.8 ตารางกิโลเมตรเช่นกัน โดยมันเป็นบ้านของประชากรกว่า 1 แสนคน และอยู่ในเกาะมาเล ทางตอนใต้ของหมู่เกาะคาฟุ ซึ่งเหตุผลที่มีพื้นที่เล็กขนาดนี้ก็เป็นเพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นหมู่เกาะจึงไม่มากพอจะจัดสรรเป็นเมืองใหญ่ได้นั่นเอง และนั่นก็ทำให้ประชากรในเมืองนี้ค่อนข้างจะแออัดอยู่สักหน่อย แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการคมนาคมของประเทศ
2.ศูนย์กลางศาสนาอิสลามและสุเหร่าประจำชาติ
สุเหร่ายอดโดมสีทองสูงเด่น สร้างขึ้นด้วยความช่วยเหลือของสหพันธรัฐแห่งอ่าวเปอร์เซีย ปากีสถาน บรูไน และมาเลเซีย ภายในโอ่อ่าด้วยห้องโถงกว้างจุคนได้ถึง 5,000 คน ฉากและประตูงดงามด้วยไม้แกะสลัก พรมทอลวดลายพิเศษพร้อมด้วยโคมไฟแก้ว หอคอยสูงใช้ประกาศเรียกเวลาสวดมนต์ตกแต่งเป็นลวดลายซิกแซก ศูนย์กลางศาสนาอิสลามประกอบด้วยห้องประชุมขนาดใหญ่ ห้องสมุด และห้องเรียน สุเหร่าเปิดให้เข้าชมเวลา 09.00-17.00 น. ผู้เข้าชมต้องแต่งกายสุภาพ ผู้ชายสวมกางเกงขายาว ผู้หญิงสวมกระโปรงหรือชุดยาวกรอมเท้า บ่าและแขนมีผ้าปกปิดมิด
3.เอสเจฮิแกลเลอรี่ (Esjehi Gallery)
ที่ตั้งแกลเลอรี่เอสเจฮิถือได้ว่าเป็นตึกเก่าแก่ที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในมา เล่ สร้างขึ้นตั้งแต่ราวปี ค.ศ. 1870 เดิมเป็นบ้านขุนนาง ปัจจุบันถูกใช้เป็นที่แสดงงานศิลปะ ทั้งศิลปะร่วมสมัยและศิลปะพื้นเมืองของมัลดีฟส์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนน Medhuziyaaraiy Mag
4.มัสยิดฮูคูรุ Hukuru Miskiiy (Old Friday Mosque)
เป็น มัสยิดเก่าแก่ที่สุดในมัลดีฟส์ สร้างขึ้นราวปี 1656 ลักษณะภายนอกของมัสยิดไม่โดดเด่นเท่าไหร่นัก แต่ผนังด้านในสร้างขึ้นจากซากปะการังและแกะสลักลวดลายแบบอิสลาม มีความสวยงามมาก ผนัง กรอบประตู และกรอบหน้าต่างของมัสยิดสร้างขึ้นจากไม้ชนิดต่างๆ แตกต่างกัน นอกจากนี้ภายในยังประดับตกแต่งด้วยเครื่องไม้ลงแล็กเกอร์ มัสยิดแห่งนี้เป็นที่ฝังพระศพของอดีตสุลต่าน
5.พิพิธภัณฑ์แห่งชาติมัลดีฟส์ (National Museum)
พิพิธภัณฑ์แห่งชาติมัลดีฟส์จัดแสดงศิลปวัตถุโบราณวัตถุที่สำคัญ อาทิ ส่วนใหญ่จะเป็นของใช้ส่วนพระองค์ ของอดีตสุลต่าน ทั้งเครื่องประดับและอาภรณ์ของพระราชาและพระราชินี อาวุธ งานปักผ้าฝีมือชาวมัลดีเวียน ภาพถ่ายบุคคลสำคัญ และอีกหลายสิ่งที่สะท้อนวิถีชีวิตของชาวมัลดีฟส์ในสมัยก่อน
6.มูลีอาเก (Mulee-aage)
เป็นอาคารที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมยุคใหม่และสถาปัตยกรรมแบบอิสลามได้อย่างสวยงาม ซึ่งแต่ก่อนนั้นเป็นวังเก่าของสุลต่าน สร้างขึ้นโดยสุลต่าน Shamsudheen III ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อสงครามโลกครั้งที่ 1 หลังจากมัลดีฟส์ล้มเลิกระบบสุลต่าน ที่นี่กลายเป็นที่พำนักของประธานาธิจนกระทั่งที่พำนักแห่งใหม่สร้างแล้วเสร็จ โดยมีการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Presidential Palace

















ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น